พาลูกสาวลูกชายดูปราสาทขอมโบราณในจังหวัดต่างๆ ของพระราชอาณาจักรกัมพูชา ขานั่งรถกลับมาบ้าน หัวข้อสนทนาก็จึงเป็นเรื่องโบราณ ลูกสาวถามว่า ยุคก่อนตอนแรกของมนุษยชาติ คนเราปกปิดร่างกายด้วยอะไร ก็ไม่มีใครรู้ความจริงดอกหรอกครับ แต่พ่อก็ขอเดา มนุษย์เราน่าจะเอาใบไม้ ขนนก หนังสัตว์มาใช้ปกปิดร่างกาย บางทีก็อาจจะเอาสีจากพืชมาเขียนมาสัก เพื่อตกแต่งและห่อหุ้มร่างก็ได้
หัวข้อสนทนาต่อมาก็เป็นเรื่องการแต่งกายของคนชนชาติไทยในอดีต และความสำคัญของแฟชั่นการแต่งกาย ว่าเกี่ยวดองหนองยุ่งอย่างไรกับความมั่งคั่งของประเทศชาติบ้านเมืองในปัจจุบัน เมื่อโดนถามว่าคนไทยโบราณแต่งกายยังไง ก็ไม่มีใครรู้จริงอีกนั่นแหละครับ ได้แต่เพียงสันนิษฐานจากข้าวของเครื่องใช้ของผู้คนในอาณาจักรไทยมุง ซึ่งมีบางท่านเชื่อว่าเป็นต้นกำเนิดของผู้คนชนชาติไทย
จินตนาการกันว่า ผู้ชายไทยมุงไว้ผมยาวและเกล้ามวยไว้ตรงกลางศีรษะ สวมเสื้อคอกลม แขนกุด ผ่าด้านหน้า ใช้เชือกแทนกระดุม ไม่ใส่รองเท้า ส่วนผู้หญิง การแต่งกายก็เหมือนผู้ชาย ยกเว้นสวมกางเกงความยาวครึ่งแข้ง
เดี๋ยวนี้มีหลักฐานจากบางสำนัก ซึ่งขอเรียนว่า ผมยังไม่ได้เชื่อ 100% นะครับ ว่าประมาณ 2,500 ปีก่อนพุทธกาล ชนชาติจีนอาศัยอยู่แถวทะเลสาบแคสเปียน ภายหลังอพยพมาอยู่ใกล้อาณาจักรไทยมุง และเริ่มเข้ามาปะปนกับคนไทย พ.ศ.318 ไทยสู้จีนไม่ได้ จึงอพยพไปตั้งอาณาจักรใหม่ ชื่อว่า อาณาจักรอ้ายลาว มีเมืองหลวงชื่อ เพทาย หลักฐานทางประวัติศาสตร์บอกว่า ผู้คนในอาณาจักรนี้ นอกจากไว้ ผมยาว เกล้ามวยไว้ตรงกลางศีรษะ บางทีอาจจะมีผ้าพันศีรษะ ยุคนี้นี่แหละครับ เราเชื่อกันว่าบรรพบุรุษของเรา (หรือเปล่า?) เริ่มสวมรองเท้าฟาง และเริ่มสวมเสื้อสองชั้น
พ.ศ.900 คนไทยแยกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มหนึ่งอพยพลงมาทางตอนใต้ อีกกลุ่มหนึ่งยังคงสู้อยู่กับคนจีน พ.ศ.1192 พระเจ้าสินุโลรวบรวมคนไทยไปบุกหัวเมืองจีนและตั้งอาณาจักรน่านเจ้า อาณาจักรนี้อยู่มาจนถึง พ.ศ.1447
หลักฐานที่นักประวัติศาสตร์ได้ค้นคว้าหานั้น เชื่อกันว่าข้าราชการชั้นสูงในยุคนี้ไม่สวมเสื้อ แต่ใช้หนังเสือคลุมตัว มีผ้าคาดเอวสีแดงแถบเหลืองทอง ใส่ต่างหู เริ่มสวมรองเท้าพื้นเรียบ มีสายพันที่ข้อเท้าสูงเกือบถึงน่อง ส่วนสตรีสูงศักดิ์ในสมัยนี้จะใส่ต่างหูทำด้วยมุก ทับทิม หรืออำพัน ทัดดอกไม้ที่หู
กระทั่งสมัยทวาราวดี การแต่งกายของผู้คนเริ่มตามวัฒนธรรมการแต่งกายของอินเดีย หลักฐานที่พบพบว่าผู้ชายเริ่มสวมกำไลข้อมือและกำไลต้นแขน ผู้หญิงในสมัยนี้ยังไม่ใส่เสื้อ แต่มีผ้าบางๆ พาดไหล่จากซ้ายมาขวา ทิ้งชายผ้าแนบลำตัว นุ่งผ้ายาวครึ่งแข้ง ชายพกอยู่ต่ำกว่าสะดือ ใส่ต่างหูทรงกลมแบน ใส่สร้อยทำเป็นทับทรวง จำหลักเป็นลายกนก สวมกำไลต้นแขนทำเป็นลายกนก ไม่สวมรองเท้า
มาถึงสมัยศรีวิชัย ที่มีอาณาเขตตั้งแต่ตอนบนของแหลมมลายูลงไปจนถึงหมู่เกาะสุมาตรา และบางส่วนของเกาะชวา เพราะทำการค้าขายกับจีน อินเดีย และประเทศในตะวันออกกลาง การแต่งกายของผู้คนในอาณาจักรศรีวิชัยจึงใช้ผ้าจากจีน และเครื่องประดับจากอินเดีย การแต่งกายในยุคนี้ เสื้อผ้าจะมีสีสันสวยงามและมีการประดับเพชรพลอย ผู้ชายในสมัยนี้เริ่มนุ่งโจงกระเบน ส่วนผู้หญิงในยุคต้นของอาณาจักรนี้ไม่สวมเสื้อเลย ส่วนล่างปกปิดด้วยการนุ่งผ้ายาวครึ่งแข้ง ใส่ต่างหูเป็นก้านยาว สวมทั้งกำไลข้อมือและกำไลข้อเท้า แต่ยังไม่สวมรองเท้า
ในยุคของอาณาจักรลพบุรีที่อยู่ทางตอนกลางของไทยในสมัยปัจจุบัน ตอนนั้นเริ่มมีอิทธิพลขอมเข้ามา การแต่งกายของชาวลพบุรีในยุคพุทธศตวรรษที่ 15-18 จึงได้รับอิทธิพลศิลปะขอม ผู้ชายนุ่งผ้าสั้นเหนือเข่า ทิ้งชายพกออกมาข้างหน้าเป็นแผ่นใหญ่ คาดเข็มขัดทับ ไม่สวมเครื่องประดับ ไม่สวมรองเท้า ผู้หญิงไทยในสมัยนี้ยังไม่สวมเสื้อ แต่สวมกรองคอ นุ่งผ้ามีความยาวครึ่งแข้ง มีจีบด้านหน้า คาดเข็มขัดต่ำกว่าเอว มีต่างหูเป็นห่วงกลม สวมกำไลต้นแขน ข้อมือ และข้อเท้า
ส่วนดินแดนต่อกับดินแดนทางเหนือของอาณาจักรสุโขทัย เรียกว่า อาณาจักรเชียงแสน ในพุทธศตวรรษที่ 17 อาณาจักรเชียงแสนรุ่งมาก สิ้นสุดความรุ่งเรืองโดยขอมเข้าตีในพุทธศตวรรษที่ 20 การแต่งกายสมัยนี้ได้รับอิทธิพลจากอินเดียที่ผ่านมาทางพม่า คนเชียงแสนทอผ้าขึ้นมาใช้เองและส่งออกเป็นสินค้าด้วย
ผู้ชายในยุคเชียงแสน นอกจากไว้ผมเกล้ามวยสูงแล้ว ต่อมายังนิยมไว้ผมทรงปีก ไม่สวมเสื้อ แต่มีผ้าพาดไหล่ ส่วนผู้หญิงสมัยแรกๆ ยังไม่ใส่เสื้อ แต่สวมสร้อยคอคล้ายสังวาลที่มีลวดลายสวยงาม ต่อมาผู้หญิงในยุคนี้เริ่มฮิตการห่มสไบเฉียง ระยะหลังเริ่มนิยมมีผ้าคาดอก หลักฐานที่พบ ถ้าเป็นต่างหู มักจะเป็นแบบก้านเสียบทะลุหู ระยะท้ายๆของอาณาจักรนี้ สตรีเริ่มสวมเสื้อแขนยาว คอแหลม ผ่าหน้า ติดกระดุม และนุ่งซิ่นยาวกรอมข้อเท้า เนื้อผ้าเริ่มมีลวดลายสวยงาม
วันอังคารที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2553
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น